ทำไมประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการบริหารการศึกษา

มีผู้สงสัยต้องการทราบว่า ทำไมเราจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การศึกษาน่าจะเป็นเรื่องของครู ของสถานศึกษา หรือของทางราชการที่ควรจะจัดการกันเอง ประชาชนหรือผู้ปกครองควรมีหน้าที่เพียงส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนเท่านั้น หรือถ้าหากสถานศึกษาร้องขอให้บริจาคทรัพย์สินหรือขอแรงให้ช่วยอะไร เราก็จะช่วยเท่าที่จะทำได้ คำตอบคือ การศึกษาไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่งที่จะรับผิดชอบ แต่เป็นเรื่องของทุกคนจะต้องร่วมกันสร้างสรรค์ให้เจริญก้าวหน้า เพราะการศึกษามีความหมายกว้างไกล เป็นกระบวนการในการพัฒนาคนให้มีความเจริญงอกงามทั้งทางร่างกาย สังคม อารมณ์ สติปัญญา มีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

จากที่กล่าวมาแล้วว่า การศึกษามีความหมายกว้างไกล ซึ่งถ้าจะกล่าวเพียงเท่านี้ก็คงยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน จึงอยากจะชี้ให้เห็นว่า การศึกษาสร้างความเป็นมนุษย์นั้น หมายถึงการพัฒนาคนให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ความสามารถที่จะประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ ดังนั้นเมื่อการศึกษาเป็นกระบวนการของการพัฒนาคนตลอดชีวิต คือการเรียนรู้ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เมื่อแรกเกิดก็จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากพ่อแม่และคนในครอบครัว เมื่อถึงวัยศึกษาเล่าเรียนก็จะเรียนรู้จากครูและเพื่อน ครั้งเมื่อจบการศึกษาออกมาประกอบอาชีพ ก็จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการทำงาน จากสิ่งรอบข้างตัวเองตลอดไป

นอกจากนี้ ถ้าเราจะมองอีกมุมหนึ่งก็คือ สถานศึกษากับชุมชนนั้นมีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่อดีต แม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะผู้ปกครองไม่มีความรู้ความสามารถที่จะอบรมสั่งสอนบุตรหลานให้มีวิชาชีพได้ อีกทั้งมีภาระที่จะต้องประกอบอาชีพ ไม่มีเวลาพอที่จะอบรมคุณธรรมจริยธรรมต่างๆ จึงจำเป็นที่จะต้องส่งบุตรหลานเข้าเรียน สำหรับสถานศึกษาก็เช่นกัน ถ้าไม่มีเด็กเข้ามาเรียนก็ตั้งอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ที่สำคัญก็คือ การเปลี่ยนแปลงจากสังคมการเกษตรมาเป็นสังคมกึ่งอุตสาหกรรม ตลาดแรงงานต้องการคนที่มีความรู้ความชำนาญในวิชาชีพต่างๆ

เมื่อสถานศึกษาเปรียบเสมือนโรงงาน มีหน้าที่ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคม จำเป็นจะต้องมีความพร้อมในอุปกรณ์การเรียนการสอน แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานศึกษายังขาดวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าว ประเทศของเราไม่อยู่ในฐานะร่ำรวยพอที่จะจัดสรรงบประมาณมาดำเนินการดังกล่าวได้ สิ่งเหล่านี้ชุมชนจะต้องช่วยกันจัดหาสิ่งที่สถานศึกษายังขาดอยู่ เพราะทุกคนต้องการที่จะเห็นบุตรหลานของตนมีความรู้ ดังนั้นสถานศึกษากับสังคมจะต้องประสานร่วมมือกันจึงจะทำให้ปรัชญาของการศึกษาบรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าอดีตจนถึงปัจจุบัน สถานศึกษามิได้มีการทำงานอย่างโดดเดี่ยวแต่จะมีผู้ปกครองและบุคคลภายนอกให้การสนับสนุนอยู่เสมอ ซึ่งสถานศึกษายังต้องพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก และในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้นซึ่งก็ตรงกับหลักการของการบริหารงานที่จะให้เกิดประสิทธิภาพได้นั้น จะต้องให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น การวินิจฉัย การตัดสินใจร่วมกัน ดังนั้นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาก็เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ จะทำให้สถานศึกษาทราบถึงความต้องการของท้องถิ่น และจะต้องปรับการทำงานเข้าหากัน ซึ่งเห็นได้ว่ากฎระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษาในเรื่องต่างๆ เช่น การสอน ความประพฤติของครู เป็นต้น ส่วนหนึ่งมาจากการแนะนำของผู้ปกครองและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

การปฏิรูปการศึกษา เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ประชาชนจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา สาเหตุประการสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาก็คือ ระบบการศึกษาของไทยยังไม่บรรลุเป้าหมายและนโยบาย ตลอดจนกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของเราได้ประกาศใช้มานาน ไม่มีการปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์ เมื่อมีการปฏิรูปการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ต้องจัดการศึกษาให้แก่คนไทยทั้งมวลเป็น Education for All ดังนั้นการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาต้องเป็นเพื่อมวลชน ไม่ใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนแต่ก่อน และเมื่อสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)      ได้ให้ข้อมูลว่า การศึกษาของไทยที่คิดจากจำนวน 30 กว่าล้านคนต่ำมาก เมื่อเทียบกับ Average Schooling คือค่าเฉลี่ยทางการศึกษาของคนที่ทำงาน 30 กว่าล้านคน มีเพียง 5 ล้านเศษ คือ ร้อยละ 5 ซึ่งไม่สามารถจะนำไปเทียบกับต่างประเทศได้

เมื่อประเทศไทยเริ่มมีการจัดตั้งโรงเรียนขยายโอกาส มีการพัฒนาระบบการสอนในโรงเรียนที่ห่างไกล ในปี พ.ศ. 2543 สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้แจ้งสถิติใหม่ว่า   ขณะนี้มีประชากรประมาณ 61 ล้านคนเศษ ซึ่งอยู่ในวัยทำงาน 34 ล้านคน Average Schooling คือร้อยละ 7.8 โดยเพิ่มขึ้นจาก 5 เป็น 7.8          ในระดับชั้น ม.1 ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเป็นผู้แข่งขันกับเราอยู่ในระดับ 9-12 ปี จนกระทั่งถึงระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ฟินแลนด์ ประชากรจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาประมาณร้อยละ 70 และประเทศญี่ปุ่น ประชากรอยู่ในระดับอุดมศึกษาร้อยละ 60 สำหรับประเทศไทย ประชากรจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาประมาณร้อยละ 15

ดังนั้น การจัดการศึกษาในยุคของการปฏิรูปการศึกษา จึงส่งเสริมให้ผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรปกครองท้องถิ่นมีส่วนร่วมจัดการศึกษาด้วย ทั้งนี้เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณภาพและมีมาตรฐานทัดเทียมกับนานาประเทศ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s